奉献的力量:通过拉玛提波迪基金会,助力拉玛提波迪医院急诊医学中心——全天候守护泰国人民健康的第一线e5u泰国华人中文网站【泰华网】
2025年12月16日奉献的力量:通过拉玛提波迪基金会,助力拉玛提波迪医院急诊医学中心拉玛提波迪医院——全天候守护泰国人民健康的第一线
即使在欢乐的庆祝活动中,不确定性也可能随时降临。紧急情况可能瞬间改变人生。据泰国国家急诊医学研究所 (NIEM) 统计,去年全国急诊患者超过170万人次,这反映了泰国公共卫生系统面临的挑战,也凸显了每一秒都是拯救生命的机会。尤其是在节假日期间,急诊患者数量显著增加,三级急诊医疗中心的作用比以往任何时候都更加重要。
协会拉玛提波迪医院医学院急诊医学科主任柴亚蓬·尤克森教授表示:“拉玛提波迪医院急诊医学中心的建立……”这项举措源于填补泰国公共卫生体系的空白。长期以来,泰国一直缺乏具备足够能力的高水平急诊中心,无法妥善处理需要紧急救治的事故和危重病人。该中心旨在成为在危急时刻挽救患者生命的关键机制,配备了专业人员、救生技术和24小时不间断运行系统。其主要任务是最大限度地提高危急时刻的治疗成功率,从接听急救电话和院前急救到分诊、治疗和精准转运,确保公众获得最快捷、最安全、最高标准的医疗服务。
从患者确诊的那一刻起,直至整个治疗过程,中心都将提供创新性的治疗方案。
拉玛提波迪医院急诊医学中心平均每天接诊超过150名急诊患者,其中30%病情危重,因此必须分秒必争、精准高效地运转。由于重症监护病床有限,许多患者需要在急诊室停留24至48小时。去年的数据显示,超过80%的急诊病例为内科急症,例如心脏骤停、急性中风、循环衰竭和严重感染;而意外伤害患者约占20%,这些患者需要迅速做出精准的评估和决策。这些情况凸显了该中心的重要作用。中心时刻准备应对各种类型的危机。
由于每一秒都至关重要,该中心设计了一套从事故现场开始的救治系统,利用了诸如随身摄像机、便携式X光机和便携式超声波仪等关键技术。这些设备通过远程医疗将数据实时传输给专科医生,即使在患者转运过程中,也能立即开始诊断和治疗。抵达医院后,快速通道系统立即启动,立即进行CT扫描、心电图检查,注射溶栓药物,并将患者送往导管室,以便及时治疗急性心脏病和中风。
该中心也是曼谷及其周边地区的主要转诊点,采用数字化转诊系统对患者进行实时评估。中心还开发了远程会诊网络和人工智能系统,以帮助评估病情严重程度并选择最合适的转诊医院,从而提高紧急患者转运的速度、准确性和安全性。此外,该中心还是应对大规模伤亡和公共灾害的重要机构,其应急指挥系统经过持续培训,能够高效处理涉及大量患者的紧急情况。
紧急医疗团队及其在各个领域为公众提供医疗服务的使命。
拉玛提波迪医院医学院急诊医学科致力于在所有突发情况下与公众并肩作战。 2025年12月初,玛希隆大学与泰国医学委员会和国家紧急医学研究所合作,派遣空中医疗队并提供医疗技术,帮助缓解宋卡府合艾县的严重洪灾。
空中医生团队的关键任务是利用直升机诊断和转运危重病人,确保在交通受阻的情况下,快速高效地将他们送往目的地医疗机构。该团队还提供医疗支持,包括初步健康评估、健康咨询以及分发钩端螺旋体病预防药物,以减轻疫情爆发并降低与洪水相关的感染风险。
“急诊医学的核心在于‘分秒必争’。作为一家拥有专家医师、先进医疗技术和完善转诊能力的综合性医疗中心,拉玛提波迪医院急诊医学中心致力于守护泰国人民,尤其是在最需要的时候。我们的愿景不仅限于治疗,更要成为培养和发展急诊医学人才的中心枢纽,通过专业的教学培训项目、模拟训练提升技能,并与国家急诊医学研究所及相关机构开展合作。” 副教授柴亚蓬博士补充道:“我们致力于支持和发展泰国的紧急医疗服务(EMS)体系,并提升应对各种突发事件的能力,无论现在还是将来。” 拉玛提波迪医院创伤与急诊医学中心随时准备为公众提供服务。
“จากพลังแห่งการให้ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี ด่านหน้าที่พร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง"
16 ธันวาคม 2568 จากพลังแห่งการให้ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดี ด่านหน้าที่พร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง
ความไม่แน่นอนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที แม้ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขก็ตาม เหตุฉุกเฉินอาจเปลี่ยนชีวิตได้ในชั่วพริบตา อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่าในปีล่าสุดมี ผู้ป่วยฉุกเฉินมากกว่า 1.7 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึง ความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย และย้ำให้เห็นว่า ทุกวินาทีคือโอกาสในการช่วยชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลที่ ปริมาณผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่บทบาทของศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินระดับตติยภูมิ มีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย
รศ. ดร. นพ.ไชยพร ยุกเซ็น หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี เกิดจากความจำเป็นในการเติมเต็มช่องว่างของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งในอดีตยังขาดศูนย์ฉุกเฉินระดับสูงที่มีศักยภาพเพียงพอรองรับผู้ป่วยอุบัติเหตุและภาวะวิกฤตที่ต้องการการดูแลเร่งด่วน ศูนย์ฯ จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยในช่วงนาทีทอง ด้วยความพร้อมของบุคลากรเฉพาะทาง เทคโนโลยีช่วยชีวิต และระบบการทำงานที่ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ภารกิจหลักคือการทำให้ทุกวินาทีในชั่วโมงวิกฤตเป็นโอกาสสูงสุดในการรักษา ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาล การคัดแยกอาการ ไปจนถึงการรักษาและการส่งต่ออย่างแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่รวดเร็ว ปลอดภัย และได้มาตรฐานสูงที่สุด”
นวัตกรรมการรักษาที่พร้อมดูแลตั้งแต่วินาทีแรกที่พบผู้ป่วย ไปจนถึงขั้นตอนการรักษา
ด้วยปริมาณผู้ป่วยฉุกเฉินเฉลี่ยกว่า 150 รายต่อวัน โดย 30% เป็นผู้ป่วยอาการรุนแรง ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงต้องทำงานด้วยความแม่นยำและรวดเร็วในทุกนาที ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในห้องฉุกเฉินยาวนาน 24–48 ชั่วโมง จากข้อจำกัดด้านเตียงวิกฤต ขณะที่ข้อมูลในปีที่ผ่านมาพบว่า กว่า 80% เป็นผู้ป่วยอายุรกรรมฉุกเฉิน เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้น โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ระบบไหลเวียนล้มเหลว และภาวะติดเชื้อรุนแรง ส่วนผู้ป่วยอุบัติเหตุและบาดเจ็บคิดเป็นประมาณ 20% ซึ่งต้องการการประเมินและตัดสินใจที่แม่นยำในเสี้ยววินาที สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนบทบาทสำคัญของศูนย์ฯ ที่ต้องพร้อมรับมือเหตุวิกฤตทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง
เพราะทุกวินาทีมีความหมายต่อชีวิต ศูนย์ฯ จึงออกแบบระบบการดูแลให้เริ่มตั้งแต่จุดเกิดเหตุ ผ่านเทคโนโลยีสำคัญอย่างกล้องติดตัว Portable X-ray และอัลตราซาวนด์แบบพกพา ที่เชื่อมข้อมูลสู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบเรียลไทม์ผ่าน Telemedicine ทำให้การวินิจฉัยและการรักษาเริ่มได้ทันทีแม้อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เมื่อถึงโรงพยาบาล ระบบ Fast Track จะเข้ารับช่วงต่อทันที ตั้งแต่การทำ CT Scan การตรวจ EKG การให้ยาละลายลิ่มเลือด ไปจนถึงการนำผู้ป่วยเข้าสู่ Cath Lab เพื่อรักษาโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันอย่างทันท่วงที
ศูนย์ฯ ยังทำหน้าที่เป็นจุดรับส่งต่อหลักของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผ่านระบบส่งต่อดิจิทัลที่ประเมินผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาเครือข่าย Tele consult และระบบ AI เพื่อช่วยประเมินความรุนแรงและเลือกโรงพยาบาลปลายทางที่เหมาะสมที่สุด ยกระดับการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินให้รวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังเป็นหน่วยงานสำคัญด้านการจัดการอุบัติภัยหมู่และสาธารณภัย โดยมีระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทีมแพทย์ฉุกเฉินกับภารกิจการดูแลประชาชนในทุกพื้นที่
ด้วยความมุ่งมั่นในการยืดหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับแพทยสภา และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สนับสนุนทีมแพทย์ทางอากาศและเทคโนโลยีการรักษาเพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตมหาอุทกภัย ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
โดยทีมแพทย์ทางอากาศ หรือ Sky Doctor มีภารกิจสำคัญในการวินิจฉัย และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตผ่านทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลปลายทางได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางอุปสรรคในการคมนาคม พร้อมทั้งมีการสนับสนุนทีมแพทย์ เพื่อให้บริการตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้น และให้คำแนะนำในการรักษาดูแลสุขภาพ รวมถึงแจกจ่ายยาป้องกันโรคฉี่หนู (Leptospirosis) เพื่อป้องกันการระบาดและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจมาพร้อมกับสภาวะน้ำท่วมขัง
“หัวใจของงานเวชศาสตร์ฉุกเฉินคือ ‘ทุกวินาทีคือชีวิต’ ในฐานะศูนย์ตติยภูมิ ที่เพรียบพร้อมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกรรมแพทย์ และการส่งต่อผู้ป่วย ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดเคียงข้างคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยวิสัยทัศน์ของศูนย์ฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการรักษา แต่ต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ผ่านการจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง การเสริมสร้างทักษะผ่านสถานการณ์จำลอง รวมถึงความร่วมมือกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนและพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ของประเทศ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการดูแลและรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในวันนี้และในวันหน้า” รศ. ดร. นพ.ไชยพร กล่าวเสริม
ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา ทั้งยามวิกฤตที่ต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วน หรือช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี ทีมแพทย์ฉุกเฉินและผู้เชี่ยวชาญยังคงปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยและความสุขของคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง ศักยภาพทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากพลังแห่งการให้ของผู้ใจบุญทุกท่านผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่สนับสนุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงรถพยาบาลฉุกเฉินขั้นสูง ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ อาคารฉุกเฉินและอุบัติเหตุ การพัฒนาหลักสูตร และการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดีที่มีคุณภาพ ส่งกลับมาเป็นระบบการดูแลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง สะท้อนคุณค่าของ “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” ที่ส่งต่อจากผู้ให้...กลับไปสู่ชีวิตของคนไทยทุกคน
|